26 ธันวาคม 2552

กลยุทธ์ที่ 7 ในไม่มี ทำให้มี

ใช้เท็จหลอกลวงข้าศึก แต่ไม่ใช่ความเท็จทั้งหมด รู้จักทำเท็จให้เป็นจริงอย่างแยบยล ใช้ภาพลวงหลายอย่างอำพรางเรื่องจริง ทำให้ข้าศึกมองผิดพลาด แล้วจึงโจมตีเมื่อข้าศึกย่อหย่อนในการป้องกัน

กรณีศึกษาในอดีต
ในสมัยราชวงศ์ถัง กองทัพกบฏอันลู่ซันล้อมตีเมืองยงซิว แม่ทัพจางซวิ๋นที่กำลังตั้งรับป้องกันวิตกร้อนรนเนื่องด้วยลูกธนูใกล้จะหมด จางซวิ๋นจึงสั่งทหารสร้างหุ่นหญ้าฟางนับพันตัว
เมื่อถึงยามกลางคือ จางซวิ๋นสั่งให้แขวนหุ่นฟางไว้นอกกำแพง ลวงให้ข้าศึกยิงธนูใส่ราวห่าฝน ด้วยนึกว่าเป็นทหารจริง ทำเช่นนี้ติดต่อกันสองคืน จางซวิ๋นก็ได้ลูกธนูมาเพิ่มหลายหมื่นดอก และเมื่อจางซวิ๋นส่งทหารกล้า 500 นายออกมานอกกำแพง ทัพกบฏกลับคิดว่าทหารจริงนั้นเป็นหุ่นฟาง เมื่อกองทัพกบฏผ่อนคลายการป้องกัน ทหารกล้าทั้ง 500 นายจึงบุกตีค่ายข้าศึก

10 ธันวาคม 2552

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)


เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นระบบเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงกระบวนการซึ่งรวมเอาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมุ่งมั่นให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ผสมผสานสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา เข้ากับองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลิตสินค้าและการบริการที่มีคุณลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัวเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในอันที่จะสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องมี ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และ นวัตกรรม (Inovation) เข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมเพื่อให้เกิดการผลิตตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำหรับสาขาการผลิตที่พัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเรียกว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) ซึ่งหมายถึง กลุ่มกิจกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์เป็นสำคัญ

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นหนึ่งเดียวขึ้นอยู่กับการนำไปปรับใช้ให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ โดยความหมายอย่างง่ายของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งนิยามโดย John Howkins คือ “เป็นแนวความคิดในการพัฒนาและสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยใช้สินทรัพย์ที่เกิดจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์”



09 ธันวาคม 2552

กลยุทธ์ที่ 6 ส่งเสียงบูรพา โจมตีประจิม

สร้างภาพลวงตา หลอกล่อให้ข้าศึกสับสน สูญเสียการควบคุมและตัดสินใจไขว้เขว ใช้กลยุทธ์ทวนกระแสน้ำเพื่อพิชิตชัยโดยข้าศึกคาดไม่ถึง

กรณีศึกษาในอดีต
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น อาณาจักรซาเซอร่วมกับเมืองชิวฉือ ต่อสู้กับฑูตพิเศษแห่งราชวงศ์ฮั่นชื่อ ปันเชา เมื่อกองทัพเมืองชิวฉือลิงโลดเหลือล้น และไล่ตีปันเชาไปทางตะวันออก แต่ปันเชาแกล้งถอยทัพเพียงครึ่งทางและหลบซ่อน รอจนทัพชิวฉือผ่านไป จึงย้อนรอยกลับมาตีอาณาจักรซาเซอ

ฮ่องเต้เมืองชิวฉือ หลงคิดว่าปันเชาเกรงกลัวตน ในใจจึงคิดแต่จะเอาชนะ คาดไม่ถึงว่าปันเชาจะย้อนทัพกลับไปโจมตีซาเซอ ชาวเมืองซาเซอไม่ทันตั้งตัว เมื่อทัพปันเชายกมากระทันหัน จึงต้องยอมแพ้ในที่สุด

กลยุทธ์ที่ 5 ฉวยโอกาสไฟไหม้ ปล้นชิง

เมื่อข้าศึกเผชิญวิกฤติหนัก ฉวยประโยชน์จากสถานการณ์ ยกทัพเข้าพิชิตศึก เป็นโอกาสที่จะทำลายศัตรูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ข้าศึกจะวุ่นวายสับสน ภายใต้สามสภาวการณ์ คือ ความทุกข์ยากภายใน ภัยรุกรานจากภายนอก และความลำบากจากทั้งภายนอกและภายใน ฉกฉวยโอกาสนี้เข้าบุกโจมตี ย่อมคว้าชัยชนะได้สำเร็จ

กรณีศึกษาในอดีต
ในยุคซุนชิวของจีน เมืองอู๋และเมืองเอวี้ยแย่งกันเป็นใหญ่ เมืองเอวี้ยรบแพ้ จึงจำต้องเป็นเมืองขึ้นของเมืองอู๋ และใช้เวลากว่า 20 ปี เพื่อรื้อฟื้นกำลังให้เข้มแข็ง ระหว่างนั้นเมืองอู๋เกิดวุ่นวายขึ้นภายใน ขุนนางกังฉินเรืองอำนาจ ผลาญเงินทองเพื่อสร้างราชวังใหญ่โต ทำให้ราษฎรยากจนและเงินท้องพระคลังร่อยหรอ ก่อนคริสตศักราช 473 ปี เมืองอู๋ประสบภัยแล้งและราษฎรยากแค้นแสนสาหัส เมืองเอวี้ยฉกฉวยโอกาสที่เมืองอู๋ประสบภัยภิบัติธรรมชาติ และฮ่องเต้ไม่อยู่ ยกทัพเข้าบุกโจมตี เมืองอู๋อ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานและถูกทำลายในที่สุด

07 ธันวาคม 2552

ชาตินิยม ผิดด้วยหรือ?


จบไปแล้วนะครับกับอีกหนึ่งโครงการของรัฐบาล ที่พยายามจะสร้างกระแส "ชาตินิยม" ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย (โครงการร้องเพลงชาติตอนหกโมงเย็น วันละจังหวัด)

แล้วก็บังเอิญว่ามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่มากระตุกต่อมชาตินิยมในช่วงนี้เสียด้วย... มันก็เลยทำให้อาการ "ชาตินิยม" มันกำเริบเข้าไปอีก

ผมว่าก็ดีนะครับสำหรับการมี "ชาตินิยม" กันเสียบ้างสำหรับประเทศไทย ไม่อย่างนั้นแล้ว หันไปทางใหนก็เห็นแต่ เกาหลีนิยม (จากก่อนนี้เป็นญี่ปุ่นนิยม) คงจะเนื่องจากคนไทยเป็นชาติที่เปิดกว้าง รับได้กับทุกวัฒนธรรม ไม่ปฏิเสธ แต่ในทางกลับกัน เราก็น่าที่จะต้องยึด "ราก" ของเราเอาไว้บ้างนะครับ อย่างน้อย...ก็เพื่อความภาคภูมิใจในชาติกำเนิด

ด้วยเหตุที่ว่าผมได้ดูโทรทัศน์บางรายการ ผู้มีความรู้เป็นอาจารย์บางท่าน กลัวคำว่าชาตินิยม กลัวว่ารักชาติมากไปแล้วจะทำให้เกิดความรุนแรงบ้างล่ะ หรืออะไรต่อมิอะไรบ้างล่ะ

ผมล่ะงงกับบรรดาท่านๆ จริง "ชาตินิยม" ไม่ดีตรงใหนหรือครับ หรือว่าพวกท่านกำลังตีความคำว่า "ชาตินิยม" เป็น "คลั่งชาติ"

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นหลังจากแพ้สงครามโลก ไม่ใช่เพราะความเป็นชาตินิยมหรือครับที่ทำให้ญี่ปุ่นมีวันนี้ เกาหลีก็เหมือนกัน หรือแม้แต่อเมริกา ต่างก็มีความเป็น ชาตินิยม อยู่ในตัวทั้งนั้น แม้กระทั่งเวียดนามที่ปัจจุบันกำลังไล่หลังเรามาติดๆ ก็เริ่มกันมาจากชาตินิยมนี่แหละ แล้วพวกคุณๆ จะกลัวอะไรกันหรือครับ

หรือว่าต้องรอให้ไม่เหลือ ชาติ เสียก่อน แล้วค่อยมาสำนึกได้.....ภายหลัง......

02 ธันวาคม 2552

คุณสมบัติ 8 ประการ สู่ความสำเร็จในการลงทุน

ในการลงทุนเราจะต้องพยายามหาสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับเรา และมีความเชื่อมั่นว่าจะทให้เราชนะได้ในการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มักมีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

1. มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่า ผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่ที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น

2. ช่างสังเกตุ (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณเป็นนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกตุ ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งจำรายละเอียดได้มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้ย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น พยายามทำตัวให้เหมือน "สารานุกรมเคลื่อนที่"

3. ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เป็น "สัตว์สังคม" เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม "สัญชาติญาณฝูงสัตว์" นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ จะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะแนได้ล่วงหน้า

4. รักษาวินัย (Discipline)

นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet ได้บอกว่า เคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาคือ ต้องรู้จักอดทนอดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง "หวดให้สุดแรง" เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก

5. มีความลึก (Depth)

ความลึกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามี สมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ ตัวอย่างเช่น Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวน เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง และไม่ให้มีใครเข้าพบ จนกว่าเขาจะ "จัดการ" กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน

6. มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญๆ ต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน เป็นต้น มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงทีอาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนควมเสียหายได้

7. มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)

นักลงทุนระดับปรมาจารย์ทุกคน "รัก" อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่า ตัวเขาเอง รู้สึกสนุกกับการทำให้ "ได้ผล" มากกว่าจะคำนึงถึง "ผลได้"

8. มีความยืดหยุ่น (Flexibility)

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้นั้น ต้องเปิดใจให้พร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่นแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด ความเชื่อ บางอย่างตายตัวเกินไปอาจเป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุนก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ ต้อกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม "ตัดขาดทุน" (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ "กำไรเพิ่มพูน" (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย

ทั้ง 8 ประการนี้ คือคุณสมบัติที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่คล้ายกัน หากท่านผู้อ่านท่านใด เป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินในอนาคต สามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้ ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเองได้ ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จในการลงทุน.....

นำมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือ "เริ่มเล่นหุ้นอย่างไรให้รวย" โดย มนตรี แสวงเดชา

หวยออนไลน์ ช่วยได้ !!!

อ้างอิงมาจากข้อเขียนครั้งก่อนของผมเอง เรื่องการแก้ปัญหาล็อตเตอร์รี่ราคาแพง รวมทั้งการแก้ปัญหาหวยใต้ดิน

เชื่อไหมว่าหวยใต้ดินไม่หายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน ต่อให้รัฐบาลยกเลิกการออกสลาก ก็เถอะ เพราะว่าเดี๋ยวก็หันไปใช้อย่างอื่นมาแทนกันได้อยู่ดี ฮิฮิฮิ...

ผมว่าหากจะแก้ปัญหากันล่ะก็ หวยออนไลน์ ช่วยได้ เพราะหวยออนไลน์สามารถระบุเลขได้ว่าต้องการเลขอะไร ตัวไหน เล่นได้แบบไม่มีกั๊ก ไม่มีจ่ายครึ่งเดียว หรือไม่มีแบบว่าไม่รับเลขนี้ หาซื้อก็ง่าย (หมายถึงเลขที่ต้องการ)

แต่ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าหวยออนไลน์ไม่ได้มาแทน ลอตเตอร์รี่ เพราะว่าหวยออนไลน์จริงๆ แล้วผมว่าต้องการนำมาใช้กับหวยใต้ดินมากกว่า

แล้วอีกอย่างนึง อย่าลืมนะครับว่าคนที่ซื้อลอตเตอร์รี่ส่วนมากแล้วเขาก็อยากถูกรางวัลที่ 1 กันทั้งนั้นแหละ แต่ในความเป็นจริงเขาก็หาซื้อกันแค่เลขท้าย 2ตัว, 3 ตัวเท่านั้น (ต่อให้ฝันดีขนาดเห็นเลข 6 หลักตรงๆ ก็คงต้องออกแรงหาซื้อกันน่าดูทีเดียว จริงไหม)

หากมีเลขดัง หวยใต้ดินก็ไม่รับ ลอตเตอร์รี่ก็โก่งราคา ก็หันไปซื้อออนไลน์สิครับ รายได้ก็เข้ารัฐด้วย... เมื่อไม่มี ดีมานด์ หรือ ดีมานด์ลดน้อยลง ประเดี๋ยวก็ต้องลดราคาลงมาเองแหละ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ลอตเตอร์รี่ก็คงจะโก่งราคากันยากขึ้น หวยใต้ดินก็คงจะต้องปวดกบาลเป็นแน่แท้ อาจจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่กันอีกหลายตลบทีเดียว

แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ไม่ยอมใช้หวยออนไลน์เสียที อย่าบอกนะว่ามันเป็นการส่งเสริมให้เล่นการพนัน... เพราะว่าไอ้ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ทราบว่าใครไปส่งเสริมมันหรือครับ มันถึงได้รุ่งเรืองอยู่ทุกวันนี้
เอะอะก็บอกว่าเป็นเมืองพุทธ อยากรู้ว่าคนที่อ้างน่ะ เป็นพุทธแบบใหน แล้วศาสนาอื่นเขาสอนให้คนเล่นการพนันหรือครับ ประเทศเขาถึงมีบ่อน มีกาสิโนได้ (เอาอะไรมาคิดกันนะคนเรา)

ต้องอยู่บนความเป็นจริงนะครับ อย่าอยู่ในโลกแห่งความฝัน.....

และอย่าเอาเหตุผลข้างๆ คูๆ มาอ้าง หรือแท้จริงแล้วมีอะไรแอบแฝงอยู่ แต่ไม่กล้าบอกตรงๆ อ๊ะเปล่า....